ข้อมูลอีกด้านของ "พ่อค้ารถมือสอง" ถ้าท่านจะซื้อหรือขายรถ..กรุณาอ่านให้จบ!

(1/5) > >>

ohopc:
ข้อมูลนี้ผมไปพบที่เว็บบอร์ดพันทิพ ห้องรัชดานะครับ เห็นว่าน่าสนใจ เลยเอามาให้อ่านประดับความรู้ครับ
ซึ่งผมได้จัดข้อมูลใหม่และลดน้ำออกไปบางส่วนเพื่อให้อ่านได้ง่ายขึ้นนะครับ
ต้นฉบับ : http://pantip.com/cafe/ratchada/topic/V8729552/V8729552.html

*******************************************************************

ผมอยู่ในวงการรถยนต์นี้มา ร่วม 25 ปี อยากออกความคิดเห็นเผยแพร่ให้เพื่อนๆ ชาวรัชดา ได้รู้ได้แลกเปลี่ยนความคิดกัน ถึงแม้หลายท่านจะรู้มากกว่า เก่งกว่า แต่ก็ถือว่าได้ทำประโยชน์แก่สังคม ทำสิ่งดีๆในวันใหม่ ปีใหม่ ให้แก่เพื่อนๆที่ยังไม่ทราบได้ทราบ ไม่เข้าใจก็เข้าใจมุมมองของพ่อค้ารถบ้าง เรื่องรถมือสอง และวงการรถมือสอง ในมุมมองของพ่อค้ารถยนต์บ้าง ว่ามุมมองของพวกผมเป็นยังไง แล้วจะมีประโยชน์ต่อเพื่อนๆ ยังไง ก็คอยติดตามอ่านไป

- รถยนต์ คือพาหนะ ทางบกอย่างนึง ที่ พาคุณ พาผู้โดยสาร ไปถึง จุดหมาย ได้
- รถยนต์ เป็นเครื่องจักร มีการเสื่อมโทรม เสียหาย และ สูญเสีย รวมถึงสูญหาย
- รถยนต์ บ่งบอกถึง สถานภาพทางเศรษฐกิจของคุณได้
- รถยนต์ เป็นปัจจัยที่ 5 หรือที่6 รองจากโทรศัพท์มือถือ
- รถยนต์ มีมูลค่าของมัน หากขายก็มีราคาตลาด เช่นทองคำ หรือเงินสด

รถยนต์มีเสื่อมราคา
- รถยนต์มีเก่า แก่ เจ็บ และ ตาย เช่นคนสวัสดีคร้าบ แต่วงจรชีวิต แค่ ไม่เกิน 20ปี
- รถยนต์มีหลายประเภท หลายขนาด และหลายรูปแบบ ตามความต้องการ
- รถใหม่วันนี้ คือรถเก่าในวันรุ่งขึ้น
- รถให้ดีเพียงไหน หรูเพียงใด เมื่อแก่แล้ว ย่อมสู้รถใหม่ในวันนี้ไม่ได้ และรถวันนี้ย่อมสู้รถในวันหน้าไม่ได้
- รถที่ใช่และรถที่ชอบ นั่นแหละคือรถที่คุณว่าเหมาะที่สุดสำหรับคุณ อย่าถามคนอื่นที่ไม่ใช่ครอบครัว หรือคนที่ใช้รถร่วมกับคุณ

ผมมีอาชีพค้าขาย หรือเรียกว่า พ่อค้า  เรียกให้เพราะๆ ก็นักธุรกิจ ซื้อขายรถยนต์มือสอง หรือใช้แล้ว พ่อค้า ทุกสินค้า ก็ ทำแบบเดียวกัน คือซื้อมา ขายให้มีกำไร แต่ถ้ารถยนต์ค้าขายง่ายๆ แบบมาม่า ไวไว หรือแสน็ค มันมัน เลย์ที่ซองละ5 บาท 10 บาท ซื้อมา4ขาย5 ซื้อมา8ขาย 10บาทก็สบายๆสิครับ ไม่ต้องคิดมาก และก็คงมีร้านโชว์ห่วยขายรถมือสองทั่วทุกซอยก็ได้ รถยนต์มือสองมันมีหลากหลายกว่านั้นเยอะ ทั้งรุ่น ยี่ห้อ ประเภท สี แม้กระทั่งสภาพรถ ทำให้การตีราคาและกำหนดราคากันยาก


รถมือสองประเมินราคากันยังไง
ก่อนอื่น ขอแยกประเภทรถก่อน ว่ามี รถคอมแพ็ค ซิตี้คาร์ เก๋งเล็ก กลาง กลางใหญ่ และรถหรูผู้บริหาร และพวกกระบะ ช่วงยาวบรรทุก แค๊บ, 4ประตู แวน และรถครอบครัว เอนกประสงค์หรือรถแวน รถ MPV แล้วแต่จะเรียก การกำหนด ว่าราคาซื้อขายจะเท่าไร ขอให้มองความ Popular ของรถรุ่นนั้น ก่อน ว่ามากน้อย ขนาดไหน เป็นที่นิยมของตลาดมากหรือไม่ การคำนวนจะคิดยังงี้ครับ ทันทีที่รถหลุดป้ายแดง  สมมติ ป้ายแดงราคา 1 ล้าน

ค่าเสื่อม 25% ก็จะเหลือ 750,000  Vat 7% ประมาณ 52500 รวมก็ 825000 ผมเอากำไร 10% 82500 ก็จะตั้งขาย 900000 ตัวเลขนี้ มีคนซื้อไม๊ ถ้ารถมีความต้องการสูง ราคานี้ ก็น่าจะมีคนสนใจ อาจจะต่อรองได้บ้าง ขาดทุนกำไรกันไป แต่ถ้าคุณจะซื้อที่ 8แสน เพราะ ไม่น่าใช้ ถ้างั้นผมก็ต้องซื้อให้ต่ำลง เหลือ 650000 บวก Vat บวก กำไรไป ก็น่าจะได้ แต่เจ้าของรถที่ไหนจะยอมขายละ ก็ต้องแข็งเรื่องราคากันใช่ไม๊ อันนี้เป็นตัวเลขสมมติครับ ดิ้นไปได้อีกหลายรูปแบบ

การคิดค่าเสื่อมราคาคร่าวๆ
- รถคอมแพ็ค ตลาดจ๋า เช่น ยาริส แจ๊ส วีออส มาสดา2 และ ซิตี้ ผมว่า น่าจะอยู่ที่ 20-25% จากราคาป้ายแดง
- รถกลางเล็ก เช่น ซีวิค อัลติส น่าจะอยู่ที่ 25 -30%
- รถกลางใหญ่ เช่น แอคคอร์ด แคมรี่ น่าจะอยู่ที่ 30-35%
- รถไม่ตลาดจ๋า เช่น นิสสัน มิตซู มาสด้า ฟอร์ด ให้ลดเพิ่มอีก 5-10 %จากรถตลาดจ๋า

ค่าเสื่อมราคาจะลดลงไป ตามอายุ เพิ่มอีกปีก็ลดไปอีก 5-10% ไปเรื่อยๆ จน... รุ่นนั้น  มีโฉมใหม่ เกิดขึ้นมา หรือ Model Change  จึงจะมีการปรับราคากันอีกครั้ง ตามแต่ว่ารุ่นใหม่มีกระแสความนิยมดีหรือไม่

ทำไมค่าเสื่อมถึงไม่เท่ากันละ
ทำความเข้าใจเรื่องต้นทุน ของเงินครับ พ่อค้ารถ ส่วนใหญ่ กู้เงิน มาทำธุรกิจครับ ก็ร้อยละ 2 หรือ3 ต่อเดือน บางที่โชคดีก็เจอถูกกว่านี้  รถที่ขายดี ขายเร็ว ดอกเบี้ยก็เสียน้อย ต้นทุนก็เลยนิ่ง ซื้อมา 4แสน ขาย450000 คำนวณง่ายมีกำไรเอ้าขาย  แต่ถ้ารถที่ จอดนาน ดอกเบี้ยก็กินนาน ต้นทุนก็สูงขึ้นตาม ซื้อ4แสน จอด3เดือน ดอกเดือนละ 8000 สามเดือน ก็ 24000 ทุนเป็น 424000 ขาย 450000 อูยไม่พอค่าใช้จ่าย ทำไง ขายแพงก็ไม่มีคนซื้อ คราวหลังซื้อรุ่นนี้ ถูกลงอีกดีกว่า ทำนองนั้น นี่คือเหตุผลว่า ทำไมรถดี รถตลาดจึงราคาไม่ตก ประการนึง


รถดีรถสวย ทำไมราคาดีกว่ารถไม่ดีไม่สวยละ
คำถามที่ไม่น่าจะมีคนถาม แต่ผมอยากตอบ รถสวยของคุณๆ คืออะไรครับ

1. รถแต่งซิ่ง ของแต่งเพียบ เครื่องเสียงเป็นล้าน แม็ก 20 นิ้ว ช่วงล่างซูโค่ย...เอาของคุณกลับไปเลยครับ ผมขอรถเดิมๆ จากห้างกลับคืนมาได้ไม๊ จริงๆครับ ของที่คุณทำไปเพื่อประดับกิเลสคุณ ผมไม่ต้องการจริง จุดขายก็ไม่ใช่ คนซื้อก็ไม่รู้คุณค่าของแต่งคุณว่า เอาไปทำอะไร

2. "รถสวย" คือ รถที่มีสภาพใกล้เคียงรถใหม่ป้ายแดงที่สุด  ขยายว่า สีเงาใหม่ ไม่มีรอยสีโป๊วมองรถนี่เงางาม  สภาพภายในเก๋ง ใหม่หมดจด ไม่มีร่องรอยต่างๆ เป็นต้น นั่นแหละคือรถสวย

3. "รถดี" คือ รถที่ ผ่านการใช้งานมาไม่มาก บำรุงรักษาถึง เข้าใจการใช้งานรถยนต์ และ รักษารถตามสมควร

ทีนี้รถดี รถสวย ทำไมราคาดีละ ก็ ผมขายง่ายนี่ ผมไม่ต้องเอามาซ่อมให้ต้นทุนผมบานปลาย  และ เมื่อยามขาย ก็ไม่ต้องกลัวว่า หลังจากขายไปจะโดนลูกค้ามาสาปแช่งทีหลัง  ไอ้แช่งผมไม่กลัว กลัวบอกต่อ ว่า "เต้นท์นี้อย่าไปซื้อนะ มันเอารถเน่าๆมาขาย " ผมกลัวกว่าเยอะ


รถชน แค่หน้านิด หลังหน่อย โห กดเป็นแสน
ทำความเข้าใจว่า รถที่ผมขาย ถ้าเป็นรถประวัติดี คนซื้อๆไป ก็สบายใจ มีแต่คำชม แต่ถ้า รถที่ขายไป แม้จะบอกว่าชนมาหน่อย ขายราคาเท่ากัน เป็นคุณๆจะซื้อไม๊ ก็ไม่ ผมทำยังไงละ ก็ต้องไปซ่อม ให้ดูไม่ออก หรือซื้อถูกลงบ้าง เพื่อชดเชยให้คนซื้อ ได้ทำใจ  หรือชดเชยดอกเบี้ยที่ต้องแช่ยาว หากขายไม่ได้ ทั้งหมดก็คือเหตุผลที่ต้องซื้อต่ำกว่า รถสวยครับ แต่ก็ไม่ถึงแสนอย่างที่ว่าหรอก แค่พอประมาณกัน


รถติดแก๊สแล้วทำไมราคาต้องตกด้วย
ที่จริง สมัยนี้ เทคโนโลยีมันดีมาก จนรถที่ใช้แก๊ส LPG  เครื่องยังดี และไม่รวน เหมือนเมื่อก่อน ที่เครื่องรวน หลวม และ กวน ตลอดจนต้องยกเครื่องทิ้งเปลี่ยนใหม่  แต่ความรู้สึกของคนซื้อที่เมื่อรู็ว่า รถคันนี้เคยติดตั้งแก๊สมา โอกาสในการใช้รถคันนี้แบบไม่ต้องซ่อมก็สั้นลง จึง คิดเผื่อ ไปถึงวันข้างหน้าว่าต้องยกเครื่องอีกเท่าไร แล้วไปเทียบรถรุ่นเดียวกัน คันอื่นเต้นท์อื่นที่ดีกว่า มีไม๊ ผมทำไงละ ก็ต้องซื้อถูกลงมา เพื่อให้ขายได้ต่ำลง เพื่อให้ลูกค้าได้ตัดสินใจไงครับ


แล้วรถชน กับรถอุบัติเหตุมาดูยังไงตรงไหน
รถที่ชน หรือมีอุบัติเหตุมา ก็ดูง่ายๆ ว่ามันแตกต่างจาก รถที่ไม่ได้มีอุบัติเหตุไง  เน้นตรงนี้นะ  อย่าว่าผมกวนสิ ผมบอกตรงๆ จริงๆอย่างนี้แหละ ทำไมละ ถ้าคุณ อยากรู็จริงก็ต้องช่างสังเกตุ โดยดูจาก รถคันนึงที่ไม่ได้ชน แล้วจดจำไว้ ทุกอย่าง แล้วไปเปรียบเทียบอีกคัน ว่าแตกต่างกันไม๊ ถ้าแตกต่างกันบ้าง แสดงว่า สงสัยไว้ก่อนว่ามีชน   ง่ายไม๊ครับ

นั่นง่ายไปไม่ใช่ผม   เอาความรู้ผมไปใช้ดีกว่า จากเมื่อกี้ เรื่องการปั้ม และตัดโลหะ โดยเครื่องจักร ปั้มและตัดโดยไฮโดรลิค แรงสูง การปั้มและตัดโลหะจึงให้ผล วัตถุที่ถูกตัดนั้น สวยคม ไม่มีรอยเศษ เว้าแหว่งของชิ้นงาน และ   คำว่า สวยคม  ของผม คือ รู เม็ดปั๊ม เม็ดอาร์ค น่ะแหล่ะ

รถชนมา ย่อมกระแทก โลหะคือเหล็ก ก็มีการ บุบ มีหัก มีพับไป ใช่มั้ย การซ่อม ก็ซ่อมด้วยการ เปลี่ยนชิ้น เคาะ ดึง ไฟเป่า แล้วดึง เคาะ ต่างๆให้เข้ารูป คืนเช่นเดิม ตรงนี้ละคือจุดสังเกตุ ว่าเหตุการณ์ การชนมันหนักเบายังไง

ถ้าชนหนักถึงขั้นตาย คุณเปิดฝากระโปรงหน้า มองไป ด้านหลังเครื่อง จะเห็นเลขตัวถัง ถ้าเลขตัวถังและเหล็กด้านนั้น ยับเยิน บู้บี้ ตรงนี้เคาะยากครับ ส่วนใหญ๋จะยกหัวเก๋งใส่เลย ถ้าถึงตรงนี้ ไม่ต้องยุ่งกับคันนั้นเลยครับ ไม่มีผีมาคุยด้วยก็วิ่งไม่ดีแล้วละครับ

ถ้าชนถึงซุ้มล้อ เบ้าโช๊ค คุณก็ดูที่เบ้าโช๊ค ซุ้มล้อสิครับ ว่ามันเรียบมันมีความคมของรอยปั๊มเหล็กไม๊หรือมีร่องรอยการถูกชน แล้วเคาะมา มันไม่มีทางคมเหมือนของเดิมที่โรงงานปั้มมาหรอกครับ หรือไม่มั่นใจ ก็ไปดูอีกฝั่งว่าเหมือนกันไม๊ ถ้า มันแตกต่างเรื่องความคม และมีร่อยรอยบุบบิบ ก็อย่าไปยุ่งกับมันชนแค่คานรับหม้อน้ำ และ ฝากระโปรงหน้าพับ เหตุการณ์นี้เจอบ่อย และรถหลายคันก็ชนมาแค่นี้ เนื่องจาก โทรแล้วขับ ฮิๆๆ


วิธีดูรถอุบัติเหตุ
ก็เปิดฝาโปง หน้ามา ดูว่าฝาแท้ไม่แท้ ผมไม่เป็นครับ ส่วนใหญ๋ก็จะเอาฝาห้าง มาเปลี่ยน แต่ของเดิม ดูยังไงละ คร่าวๆก็จะมี สติ๊กเกอร์น้ำยาแอร์ เอย ระบบหม้อน้ำ อะไรเนี่ย ติดอยู่ แล้วดูว่ามันเก่า ติดรถมา ก็พอจะเชื่อได้ว่า ฝาเดิมนะ เจ้าของเค้าไม่เคยไปยุ่งเลย แล้วถ้าไม่เปลี่ยนแค่เคาะละ ยิ่งดูง่ายครับ ก็ร่องรอยที่เคาะแล้วดึงกลับมา ยังไงก็ไม่เรียบต้องมีรอยแต่งสี และ ใช้สีโป๊วเคลือบอีกที  ผมอาจว่าง่าย คุณบอกยาก ดูครับ ต้องดูบ่อยๆแล้วสังเกตุ ความแตกต่างระหว่าง ของเดิม และ ของที่มีการซ่อมแซมมา มันเพี้ยนให้เห็นจนคุณจับผิดได้  มันง่ายกว่าเกมจับผิด ที่คุณไปเล่นตามห้าง หรือในคอมแน่ๆ


เรื่องกรอไมล์
คนเราทุกคน ย่อมอยากได้ของดีๆ ราคาถูก และโดยเฉพาะเรื่องรถนี่อยากได้ใช้น้อยๆ ไม่มีชน สภาพดีๆ ราคาถูกๆ นั่นแหละเป็นทุกคน ทำใจให้เป็นกลางๆ รถวิ่งเยอะ วิ่งน้อย ผมซื้อหมด และมีเหตุผลที่จะซื้อ มีเหตุผลที่รับได้ จริงๆ ว่าบางคัน ผมกรอไมล์ บางคนผมขายทั้งไมล์ สามแสน แค่4 ปี เพราะอะไร

รถวิ่งเยอะเพราะอยู่ไกล เช่น ทำงานนิคมอมตะนคร พัก กรุงเทพ บางนา ไปกลับวันละ 200 กม จันทร์ถึงศุกร์  อาทิตย์นึงก็ 1000 กม เดือนนึงก็ 4000กม ปีนึงก็36000 5ปี ก็วิ่งไป ร่วม สองแสนโล มันดูวิ่งเยอะ แต่ถนนนั้นนะ มันดีกว่าวิ่งในเมืองเยอะ รถไม่ติด และเครื่องได้ใช้รอบที่เหมาะสมกว่า เผาไหม้ได้หมดจดกว่า เมื่อเทียบกับรถวิ่งในเมือง 50000 กม เครื่องวัดกำลังอัดได้ไม่แตกต่างกันเลย

แต่ไมล์เยอะไมล์น้อย มีผลต่อ สุขภาพจิตผู้ซื้อ เพราะกลัวว่าวิ่งเยอะ ใช้เยอะแล้ว เด๋วต้องมาซ่อม ต้องซื้อ รถไมล์น้อยๆ เขาใช้น้อย รถไม่สมบุกสมบันหรอก ที่ไหนได้ คุณต้องซ่อมมากกว่า รถที่ใช้งานเยอะแต่ดูแลรักษาถึงอีก


วิธีการดูว่ารถไมล์เยอะ หรือไมล์น้อยจาก การใช้งานจริงๆ ด้วยสายตา
ผมเองก็โดนหลอกมา เมื่อตอนหัดเล่นรถใหม่ๆ ไมล์แค่ ไม่กี่หมื่นโล แต่เอ ทำไม รถมันแย่จัง จนประสบการณ์มันสอนผมว่า รถที่วิ่งเยอะ ให้ดูจาก

- วง พวงมาลัย จะมีรอยหยักให้มือจับ ถ้า จับจนลื่น หรือสึกหรอ อยู่ที่เดียว (สังเกตุจากพฤติกรรมของคนขับ จะจับพวงมาลัยที่ตำแหน่งนั้นประจำ) ก็แสดงว่าใช้มาเยอะ จนสึก
- ดูยางรถยนต์ ว่า สัมพันธ์กับความเป็นจริงไม๊ ยางรถใช้ได้ 50000 กม นั่นคือดอกยางจะเริ่มหมดสภาพ เริ่มลด% สภาพยาง จากศรบอก ตำแหน่งยาง  ถ้ารถใช้น้อยจริง ยางชุดแรก ที่ออกจากห้าง จะอยู่และ สึกหรอไปสัมพันธ์กับไมล์
- ดูที่ Book Service ถ้าคุณอยากได้รถที่มีไมล์จริง และไม่กรอไมล์ เรียกดูBook เลยครับ ถ้าผมมีBook อยู่ผมก็โชว์ ถือว่าเป็นจุดขายของรถคันนี้ จริงไม๊ครับ 
- ดูที่ภายในครับ ดูว่ามันโทรมกว่า สภาพปีรถนั้นไม๊เช่นรถสองปีแต่ทำไมดูเหมือนรถสิบปี ยังงั้นก็ไม่ไหว


พ่อค้ารถดูรถยังไง อะไรสำคัญที่สุด
จากคำว่า ต้นทุนเงิน พอเข้าใจนะครับ ว่า เงินลงทุน 5แสน ซื้อสินค้า ถ้าขายได้เลย และขายได้เร็ว กำไร 5หมื่น เงินก็เพิ่ม แต่ถ้า ซื้อมา 5แสน ต้องซ่อมอีก 2เดือน ค่าซ่อม เพื่อให้รถสวยพร้อมสรรพ ให้ผู้ซื้อติไม่ได้ อีกหลายหมื่น นั่นก็คือ ต้นทุนของทุนเพิ่มขึ้น ดังนั้น เต้นท์ จะมองรถตรงนี้ครับ

1. รถสวยหรือไม่ ถ้าสวยก็ตีราคาได้ง่าย เป็นสูตรสำเร็จ ตามราคาตลาด
2. รถมีอุบัติเหตุหรือไม่ ถ้ามีเล็กๆน้อยๆ เช่นกันชน หน้าหลัง เฉี่ยวครูดบางๆ พวกนั้นค่าซ่อมสีไม่เกินหมื่น หักจากราคารถสวยเท่านั้นแหละครับ
3. รถมีเสน่ห์หรือไม่ คำว่า เสน่ห์ หรือพูดเพราะๆว่า First Impression  รักแรกพบ อะไรปานนั้น ดุจเดียวกับ คุณมองสาวๆหนุ่มๆ ที่มองปร๊าดเดียว ก็ชอบเลย ใช่เลย นั่นแหละคือเสน่ห์ ถ้ามีก็อาจเพิ่มให้ หรือเทียบกับรถสวยก็อาจง้อซื้อ
4. รถโทรมหรือไม่ คำว่าโทรมก็คือใช้ไม่ทะนุถนอม การที่ผมจะเอามาบูรณะให้สวยเช่นรถใหม่ มันก็ต้องใช้ ตังค์ ใช้เวลา ใช้คนงาน และใช้ความเครียด ในการสรรหาอะไหล่มาใส่ไป และ เสียดอกเบี้ย นั่นคือ ผมก็ต้องซื้อให้ถูกลง เพื่อชดเชยกับ สิ่งที่เสียไป
5. รถชนหนัก ซื้อไม๊ ถ้าผมบอกว่าผมซื้อหมด ผมเลวไม๊ แต่ผมขายลูกค้าผมไม่ได้ ผมมีที่ไป ไปไหนไม่บอก และก็แน่ละ มันออกไม่ง่าย เงินทุนที่ผมมีผมเลือกซื้อรถสวย รถดี ซ่อมนิดหน่อยมาขายดีกว่า สบายใจกว่า 


แล้วคุณจะเลือกซื้อรถยังไง ไม่ให้ถูกหลอก
นั่นสิ จะมีพ่อค้าคนไหนมั่ง ที่ยอมบอกความจริงและจาระไนให้ฟังหมดว่าประวัติคันนี้เป็นยังไง มีชนมีเฉี่ยวแค่ไหน  ซื้อไปต้องซ่อมอะไรบ้าง  ถ้าผมบอกว่า คุณต้องวัดดวงและความสามารถเอง นั่นก็กำปั้นทุบดินไป เอาหลักใหญ่ และต้องจำให้มั่นว่า " รถทุกคัน คนไทยซ่อมได้เหมือนเดิมหมด ยกเว้นชนหนัก" ครับ รถชนหนัก จนเฟรมรถ หรือแชชซีส์ คด ดุ้ง งอ หัก อันนั้นซ่อมมายังไงก็ไม่ดีเท่าเดิม และพาลไปถึงระบบของรถทั้งคัน ยิ่งซ่อม ยิ่งบานปลาย ซ่อมให้หมดไปเท่าไร ก็ไม่ได้ดี ฉะนั้น จงเลี่ยงรถชนหนัก ให้ดี อย่าได้ยุ่งเกี่ยวด้วย

เรื่องอื่นๆ คุณก็มองดูที่งบประมาณคุณ ว่า คุณเหมาะจะซื้อรถรุ่นไหน อะไรเวอร์ชั่นไหน รุ่นท๊อปรุ่น ย่อยยังไง  แล้วถ้าซื้อคันนี้ คุณต้องลงทุน แต่งอะไรอีก ทำอะไรบ้างให้ถูกใจ และ สีอะไรที่ถูกโฉลก รวมถึง เหตุผล ที่พวกเต้นท์ดูและ แสกนให้แล้ว  อย่าลืมครับ พ่อค้ารถ ก็คือบริการ ดูรถให้ และแต่งรถให้สวยเพื่อลูกค้าจะได้รีบมาซื้อ  มาเป็นลูกค้า

แต่ถ้าซื้อรถบ้าน ผมก็แนะว่า ใช้หลักการดูเช่นเดียวกับเต้นท์รถดู และที่สำคัญคือคุณ จ่ายเงินหลังโอนรถ โดยซื้อแคชเชียร์เช็ค ชื่อคุณ ตี&co ไว้ แล้วสลักหลัง เมื่อโอนเรียบร้อย

Hiruma // ก็แค่15เดิมๆ:
ความรู้ทั้งนั้น ขอบคุณครับ  ;D

บ้านนอกเข้ากรุง:
 :D :D

~หน้ากากAction~:

 ผมตั้งใจอ่านจนจบเลยครับ  :)

aud ชุดแต่งเหล็ก:
ขอบคุณครับ :laugh:

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป